อัลลาบั๊ม2

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

กินป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

        หากไม่อยากทุกข์ทรมานกับการป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ต้องแก้ที่การรับประทานอาหาร อาหารที่เหมาะกับการป้องกันโรคกระเพาะ มีดังนี้               1.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนแหล่งอุดมของเส้นใยเกิดขึ้นเอง จากการสะสมตามธรรมชาติ ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด หรือไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปเลย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบย่อยอาหาร เพราะอาหารที่มีเส้นใยสูง ยิ่งกินอาหารที่เป็นกากใยในแต่ละวันมากขึ้น อาหารก็จะถูกย่อยเร็วมากขึ้นเท่านั้น เพราะเส้นใยที่รับประทานเข้าไปจะช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ และกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มกากใยในกระเพราะอาหารและลำไส้ใหญ่ ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น และนอกจากนั้นการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมากยังทำให้รู้สกอิ่มนาน ไม่หิวบ่อย และไม่ต้องกินจุบกินจิบตลอดเวลา ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารได้พักการทำงาน

               คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน พบในข้าวกล้องทุกชนิด ข้าสาลีแบบโฮลวีทหรือข้าสาลีไม่ขัดขาว ข้าวไรย์ ข้างโพด ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวเจ้า ถั่วฝักอ่อน ผลิตภัณฑ์จกถั่วเหลือง เมล็ดพืชชนิดต่างๆ เช่น ทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งา และผักใบเขียว ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถกินเป็นอาหารหลักได้ และช่วยบำรุงกระเพาะอาหารของเราไปในคราวเดียวกัน
              
2.ไขมันไม่อิ่มตัวเพิ่มประสิทธิภาพกระเพาะอาหาร ไขมันที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับคือ ไขมันไม่อิ่มตัว เพราะร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ มักจะพบในธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวต่างๆ ถั่วฝักอ่อน เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็งและน้ำมัน เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น ซึ่งไขมันไม่อิ่มตัวที่ผลิตได้จากพืชเหล่านี้มีความสำคัญต่อกระเพาะอาหารโดยตรง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงการเผาผลาญอาหารในกระเพาะอาหารด้วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การกินอาหารทอดมากๆ เช่น มันฝรั่งทอด หมอทอด ปลาทอด ขนมโดนัท ถือว่า เป็นการทำร้ายกระเพาะอาหารของเราเช่นกัน เพราะอาหารเหล่านี้ หากนำไปทอดน้ำมันความร้อนสูงจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมี ทำให้เกิดกรดไขมันอิสระ ซึ่งฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและเยื่อบุลำไส้ได้

              
3.โปรตีนจากปลาช่วยในการดูดซึม โปรตีนคุณภาพดีและมีประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร คือโปรตีนจากปลาครับ เพราะปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายมาก เมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่น ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผนังกระเพาะอาหารดูดซึมได้เร็วขึ้น แล้วในปลายังมีกรดอะมิโน ที่จำเป็นที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ส่วนอาหารโปรตีนสูงที่มาจากเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย หมู ไก่ เป็ด เป็นต้น เป็นโปรตีนที่ไม่เหมาะกับผู้ป่วนโรคกระเพาะอาหาร เพราะใช้เวลาในการย่อย และการเผาผลาญนานราว 48-72ชั่วโมง หากกระเพาะอาหารไม่สามารถย่อยและดูดซึมโปรตีนเหล่านี้ได้หมด อาจเกิดจากตกค้างและนำไปสู่โรคอันตรายอื่นๆ ได้ เช่น มะเร็ง เป็นต้น

              
4.ผักหลากหลายชนิดวิตามิน เกลือแร่ ผักใบเขียวจัดหลายชนิดมีวิตามินเคสูง ช่วยให้แผลในกระเพาะหายเร็วขึ้น ป้องกันเลือดออกในกระเพาะ และช่วยเพิ่มการดูดซึมอีกด้วย ผักใบเขียวจัดเหล่านี้ เช่น คะน้า ผักโขม ปวยเล้ง ฯลฯ

               5.ผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงการกินผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงจะช่วยให้แผลในกระเพาะอาหารสมานกันเร็วขึ้น ป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร ผักและผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูง เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอ ฯลฯ


ที่มา:http://www.vcharkarn.com/varticle/42279

ใช้หมอใกล้ตัว 10 วิธีรักษาอาการเครียด

        จากสถานการณ์ที่คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับความจริงที่ว่า ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุส่วนใหญ่มักจะพบอุบัติการณ์เช่นนี้


            โดยตัวเลขของสำนักงานกอง ทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประมาณการว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยทางจิตกว่า 12 ล้านคน เมื่อเทียบกับสำมะโนประชากรเมื่อเดือนธันวาคม 2552 ประเทศไทยมีจำนวนประชากร 63 ล้านคน นั่นก็หมายความว่าคนไทย 1 ใน 5 ป่วยทางจิต และมีจำนวนกว่าแสนรายที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

            พูดถึงตัวเลขผู้ป่วยทางจิตแล้ว มีเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ จากสถิติของคณะกรรมการอาหารและยาพบว่า ในปี 2544 คนกรุงเทพฯและภาคกลางใช้ยาคลายเครียดรวมกันทั้งสิ้น 167 ล้านเม็ด
            ถัดมาเพียงแค่ 2 ปี คือในปี 2546 ปริมาณการใช้ยาคลายเครียดเพิ่มขึ้นเป็น 705 ล้านเม็ด จากแนวโน้มดังกล่าวเชื่อแน่ว่า อัตราการใช้ยาคลายเครียดในคนกรุงเทพฯ และภาคกลาง ณ ปัจจุบันจะต้องเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

            นอกจากความทุกข์ใจที่ได้รับจากการป่วยทางจิตแล้วยังก่อให้เกิดปัญหา ทางสุขภาพร่างกายอีกอันเนื่องมาจากความเชื่อมโยงของการทำงานระหว่างกายและจิต โดยจิตที่ป่วยจะส่งคลื่นกระแสจิตที่เป็นลบไปยังสมอง สมองเมื่อถูกกระตุ้นด้วยคลื่นจิตที่เป็นลบ ก็จะส่งคลื่นกระแสประสาทที่เป็นลบออกมาด้วย ส่งผลให้เซลล์สมองหลั่งสารเคมีสมองที่ไม่ดีออกมา มีผลกระทบต่อความสมดุลของร่างกาย ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคลดลง ส่งผลให้เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆได้

            วิธีหรือเครื่องมือที่จะช่วยในการผ่อนคลายความเครียดที่ทำได้ง่ายๆ ก็เท่ากับว่าเรามีหมออยู่ใกล้ๆ ตัว โดยเคล็ดลับการผ่อนคลายทางจิตอย่างง่ายๆ 10 ประการ ที่ใครก็ทำได้ ได้แก่






            1.การใช้ชีวิตให้ช้าลง ความเร่งรีบของชีวิตเป็นสาเหตุใหญ่ของความเครียดในปัจจุบัน ถ้าวางแผนตารางชีวิตได้เหมาะสม ความเร่งรีบก็จะลดลง ความเครียดก็จะลดลงตามไปด้วย

            2.ออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำเช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หากทำเป็นประจำจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงสมองสมองจะหลั่งฮอร์โมนความสุข ส่งผลให้จิตใจโปร่ง เบา สบาย และมีความสุข

            3.การเข้านอนหัวค่ำตื่นแต่เช้าช่วงแรกจะต้องใช้จิต ตนเองกล่อมให้หลับและปลุกให้ตื่น ตรงตามเวลาก่อน หลังจากนั้นฮอร์โมนภายในร่างกายจะช่วยให้การหลับตื่นเป็นไปเองตามอัตโนมัติ ส่งผลให้จิตใจและสมองสดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ

            4.ฝึกหายใจลึกและช้า โดยหายใจเข้า ท้องจะพองออก หายใจออก ท้องจะยุบลง หากอัตราการหายใจไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที จะช่วยให้จิตผ่อนคลายลงได้มากทีเดียว

            5.การฝึกชี่กง ไท้เก๊ก โยคะ โดยจิตจับจ้องจดจ่อไปที่ท่าทางการเคลื่อนไหว สอดคล้องกับช่วงจังหวะการหายใจ จะทำให้จิตนิ่ง สงบและผ่อนคลาย
            6.การฝึกยิ้มหัวเราะ มีอารมณ์ขันจะช่วยให้เรามีอารมณ์ดีในทันทีแถมจะได้รอยยิ้มหัวเราะ และอารมณ์ขันจากคนรอบข้างกลับมาอีกด้วย ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดได้

            7.การฝึกทำสมาธิ ซึ่งมีหลายอารมณ์ หลายวิธีการจะช่วยทำให้จิตสงบ คลื่นสมองจะช้าลงและมีระเบียบมากขึ้น จิตผ่อนคลายร่างกายเป็นสุข

            8.การใช้ศิลปะบำบัด เช่น การร้องเพลงเล่นดนตรี การเต้นรำ การวาดรูป ทำงานศิลปะจิตจะจดจ่อกับกิจกรรมที่ผ่อนคลายลืมความทุกข์ความวิตกกังวลได้ดีทีเดียว

            9.การรับพลังธรรมชาติ การได้เปลี่ยนบรรยากาศจากที่จำเจไปสู่ธรรมชาติ เช่น ภูเขาต้นไม้ ทะเล สายลม แสงแดด จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายเป็นสุข และยังเป็นการรับพลังจากธรรมชาติเข้าสู่ตัวเราอีกด้วย

            10.การสวดมนต์อธิษฐานจิต จิตน้อมไปในคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพรวมทั้งคุณงามความดีที่เราได้กระทำมาในอดีต จะเป็นพลังจิตอย่างมหาศาลให้กับเรา ช่วยให้จิตเราสงบ เย็นและเป็นสุข

            สำหรับ 10 เคล็ดลับที่จะช่วยในการผ่อนคลายความเครียดที่กล่าวมานั้นไม่ยากเลย ขอให้ตั้งใจทำและทำบ่อยๆ ให้ติดเป็นนิสัย จะทำให้จิตสบาย กายแข็งแรงพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใคร แถมไม่ต้องลงทุน






ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/41575

สาหร่ายขนนกต้านอนุมูอสระหลายโรค

                      เมื่อพูดถึง “สาหร่าย” หลายคนก็ต้องคิดถึงของกินเล่น เคี้ยวเพลิน กินได้ตลอด เพราะเป็นของดีมีประโยชน์ ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนเป็นชาติแรกๆ ที่เห็นคุณค่าของสาหร่าย เราจึงเห็นอาหารญี่ปุ่นมีเมนูสาหร่ายจำนวนมากและในช่วงที่เกาหลีมาแรงแบบนี้ ไทยเราก็ฮิตติดกินสาหร่ายเกาหลีตามซีรีย์เกาหลีไปด้วย

           สาหร่ายเป็นแหล่งอุดมโปรตีนคล้ายเนื้อสัตว์มีอยู่ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม น้ำพุร้อน หิมะหรือที่ขึ้นตามต้นไม้ แต่สาหร่ายที่นำมาเป็นอาหาร ได้แก่ สาหร่ายทะเล และสาหร่ายน้ำจืด และรู้หรือไม่ในทะเลอันดามันของไทยมีสาหร่ายชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่า อาหารและสรรพคุณทางยา “สาหร่ายขนนก” เป็นชื่อที่ชาวใต้คุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่กำลังจะกลายเป็นสาหร่ายที่คนไทยกำลังจะรู้จักทั่วประเทศในไม่ช้า

           รศ.มัณฑนา นวลเจริญ หัวหน้าโครงการวิจัยการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนก มรภ.ภูเก็ต ให้ข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยเห็นว่า ชาวบ้านบริโภคสาหร่ายชนิดนี้จำนวนมาก จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการวิจัยสาหร่ายขนนกเพื่อหาสารพิษเฉียบ พลันแต่กลับพบว่านอกจากจะไม่มีสารพิษแล้ว คุณค่าทางอาหารสูง มีไขมันต่ำ 0.08% ไม่มีคอเรสเตอรอล มีโปรตีน 1.42% เกลือ 2.60%กากใย 0.30% และ ฟอสฟอรัส 39.61 มิลลิกรัม และประโยชน์ทางยาอีกมากมายเปรียบได้เป็นขุมทรัพย์จากทะเลดีๆ นี่เอง

           “สรรพคุณที่โดดเด่น คือ มีสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็ง มีวิตามินที่ร่างกายต้องการ เอ บี ซี ดี อี และ เค มีไอโอดีน แมกนีเซียมช่วยให้ระบบประสาท และกล้ามเนื้อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แคลเซียมบำรุงกระดูก โปตัสเซียมควบคุมการทำงานของเซลล์ และสมดุลน้ำในร่างกาย แร่เหล็ก และทองแดงช่วยในการสร้างเม็ดเลือด สังกะสีช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อีกทั้งมีกรดอะมิโนหลายชนิดที่พืชบกไม่มี มีฤทธิ์ในการรักษาโรคลำไส้อักเสบ รักษาโรคตับอักเสบเพราะช่วยในการสมานแผล เป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวานและหัวใจ” หัวหน้าโครงการวิจัยระบุ

           รศ.มัณฑนา บอกด้วยว่า นอกจากคุณค่าทางยาแล้วการวิจัยต่อยอด ยังพบว่าสาหร่ายขนนกสามารถนำมาทำเวชสำอางได้ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินอี และดี ที่ส่งผลทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ชุ่มชื้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทดลองทำผลิตภัณฑ์เตรียมออกสู่ตลาด เช่น สบู่ สครับขัดผิว ครีมบำรุงผิว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีขนมคุกกี้สาหร่าย น้ำสาหร่ายและไอศกรีมสาหร่ายด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการของตลาดมีมากขึ้น แต่สาหร่ายขนนกในธรรมชาติยังมีจำนวนจำกัดอยู่ จึงมีโครงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการ
           ว่าที่ ร.ต.อนุวัตร อธิบายถึงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนก ว่าสาหร่ายขนนกจะขึ้นตามธรรมชาติในท้องน้ำที่มีทราย น้ำไม่ลึก เช่น บริเวณริมคลองออกทะเล ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ช่วงต้นหน้าฝน ตั้งแต่พฤษภาคม ถึงต้นหน้าหนาวจะไม่ค่อยมี เพราะน้ำจืดจะไหลลงละลายกับน้ำทะเล ทำให้สาหร่ายขนนกเกิดไม่ได้ และด้วยคาดว่าสาหร่ายขนนกอาจจะหมดจากทะเลไทยในไม่ช้า ชาวบ้านจึงเริ่มเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและเพื่อการค้ามากขึ้น
           “เราสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกในตาข่ายกระชังเลี้ยงปลาและบ่อน้ำเค็มได้ ประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็ถึงเวลาเก็บมาประกอบอาหารได้ การเพาะเลี้ยงสาหร่ายมีผลดีอย่างหนึ่งคือ เราสามารถควบคุมความสะอาดของน้ำ ความเค็มและอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ ซึ่งรสที่ออกมาไม่ผิดจากธรรมชาติคือ ออกเค็ม ชุ่มคอ สีเขียวใส เมื่อเคี้ยวแล้วจะกรุบๆ ในปากกินกับน้ำยำอร่อยมาก”


ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/41218

วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

อนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ (Free Radicle) คือ โมเลกุลที่มีธาตุที่ไม่มั่นคงเนื่องจากขาดอิเลกตรอนไป 1ตัว(มีค่าเป็น+) ปกติแร่ธาตุทั้ง หลายในร่างกายของเราจะมีอีเลกตรอนอยู่วงรอบเป็นจำนวนคู่ ซึ่งทำให้โมเลกุลนั้นคงตัว

            ในกรณีที่มีการสูญเสียอิเลกตรอน หรือรับอิเลกตรอน มาอีกเพียง 1 ตัวจะทำให้โมเลกุลนั้นไม่มั่นคง กลายเป็นตัวอันตรายและ ตัวเจ้าปัญหาคือพอเจอใครเขาดีๆ ก็แย่ง อิเลกตรอน มาจากเขาแทน 1 ตัว

            ผู้ถูกแย่งก็กลายเป็นตัวเจ้าปัญหาแทนเพราะตนไม่มั่นคง ต้องไปแย่งคนอื่นมาเป็นทอดๆ ยกเวันตัวที่ไม่มั่นคง 2 ตัวมาเจอกันก็จะรวมกันกลายเป็นมั่นคงก็หมดเรื่องไป
ตัวอย่างของอนุมูลอิสระ ได้แก่
            O2- Superoxide anion อนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์
            OH- Hydroxyl radicle อนุมูลไฮดรอกซิล
            ROO Peroxy radicle อนุมูลเปอร์ออกซี
            H2O2 Hydrogen Peroxide ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์



            นอกจากนี้ก็ยังมีอีกมากอนุมูลอิสระจึงเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย ถ้ามีมากในเซลล์ก็เป็นอันตรายได้โดยจะทำลาย ดีเอนเอ เยื่อหุ้มเซลล์และอื่นๆ แต่เซลล์ร่างกายพวกเม็ดเลือดขาว ก็ใช้สารพวกนี้กำจัดแบคทีเรีย หลังจากที่เซลล์กินแบคทีเรียเข้าไปในตัวแล้ว

            อนุมูลอิสระเชื่อว่า มีผลต่อการอักเสบ และการทำลายเนื้อเยื่อในระยะสั้น ในระยะยาวอาจมีผลต่อความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์และอาจเป็นสารการก่อมะเร็งและโรคหัวใจ ต้อกระจก

            อนุมูลอิสระ มีที่มาทั้งแหล่งภายนอกร่างกาย ได้แก่ มลพิษในอากาศ โอโซน ไนตรัสออกไซด์  ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่น ควันบุหรี่ อาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ( แก้ได้โดยใส่วิตามินอี ลงไปด้วย )  หรือธาตุเหล็กมากกว่าปกติ แสงแดด ความร้อน รังสีแกมม่า ยาบางชนิด เช่น Doxorubicin , Penicillamine, paracetamol, CCl4 เป็นต้น และ แหล่งภายในร่างกายได้แก่ ออกซิเจน เป็นต้น





ร่างกายก็มีกลไกที่จะกำจัดอนุมูลอิสระ เหล่านี้โดย 2 วิธี คือ
            ใช้เอนไซม์ต่างๆในร่างกาย เช่น Superoxide dismultase ( SOD ) และไม่ใช้เอนไซม์ ได้แก่ วิตามินอี ( a tocopherol   เบตาคาโรทีน ( Betacarotene ) และวิตามินซี  เนื่องจากมีผู้สังเกตว่า เอนไซม์ต่างๆที่ใช้กำจัด อนุมูลอิสระ เช่น SOD มีได้จำกัด แต่สารที่เราสามารถทานเสริมได้แก่ วิตามินอี วิตามินซี เบต้าคาโรทีน   ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือมีอีกชื่อว่า Antioxidant

            เนื่องจากเบต้าคาโรทีนมีมากในผักและผลไม้บางชนิด จึงมีการสนับสนุนให้ทานสิ่งเหล่านี้เพิ่มมากชึ้น โดยมีความเชื่อว่าอาจลดการก่อมะเร็ง ลดการเป็นโรคหัวใจ ขาดเลือดและโรคอื่นๆ สำหรับ อาหารที่มีเบต้าคาโรทีนสูงได้แก่ ผักใบเขียว (เช่น ตำลึง และ ผักบุ้ง) อาหารที่มีสีเหลือง (เช่น มะละกอสุก มะม่วงสุก มะเขือเทศ ฟักทอง)

            อาหารที่ให้วิตามินซีสูง คือ พืช ผักสีเขียว และผลไม้รสเปรี้ยว เช่นตำลึง ผักบุ้ง พริกหยวก ส้ม มะนาว สัปปะรด เป็นต้น ส่วนวิตามินอี มีในน้ำมันพืชต่างๆ

            รายงานที่บอกว่าการทานผักและผลไม้ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมีมากมาย ซึ่งคิดว่ากลไกทั้งด้านที่ผักและผลไม้มีสารกากใยมากซึ่งจะช่วยทางด้านลดมะเร็งลำไส้ใหญ่

            นอกจากนี้กลไกทางด้านต้านอนุมูลอิสระก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ตัวอย่างรายงานเหล่านี้มีมากเช่น ผักและผลไม้ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ถึง 5.5 เท่า ซึ่งรายงานนี้ก็เป็นรายงานใหญ่ในการศึกษาแบบติดตามคนไข้ถึง 11,546 คนเป็นเวลาถึง 25 ปี

            ผักและผลไม้ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปอด ก็มีรายงานเช่นกัน  บางรายงานตรวจสอบชัดลงไปได้ถึงชนิดของผักด้วยเช่นพบว่า ผักที่มีสีเหลืองเช่น แครอท มันฝรั่ง พบว่าลดมะเร็งของปอดได้มากกว่าผักชนิดอื่นเป็นต้น

            นอกจากนี้มีรายงานใหญ่ที่ติดตามการเป็นมะเร็งของประชากร 10,068 คน เป็นเวลาถึง 19 ปีในจำนวนนี้พบมะเร็งปอด 248 คน พบว่าการทานผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอ หรือเบต้าคาโรทีน จะสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งปอดได้
            การทานผักและผลไม้ที่มีเบต้าคาโรทีน วิตามินซี วิตามินอีสูงสามารถที่จะลดอุบัติการการเป็นมะเร็งเต้านมได้จริง ในสตรีวัยเจริญพันธ์ จากการติดตามคนไข้ 83.234 คน เป็นเวลา 14 ปี

            สำหรับมะเร็งชนิดอื่นเช่น มะเร็งต่อมลูกหมากพบว่าการทานผักและผลไม้ไม่ช่วยลดความเสี่ยงแต่อย่างใด แต่มะเร็งกระเพาะปัสสาวะลดความเสี่ยงได้ด้วยการทานผักประเภท บรอคเคอรี่ และหัวผักกาด

            นอกจากนี้ผักและผลไม้ที่มีเบต้าคาโรทีนสูงก็มีผลต่อการลดอุบัติการของโรคหัวใจขาดเลือดได้จริง จากการวิจัยย้อนหลังในคนไข้ 4802 คนติดตามไป 4 ปี

            มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้ พยายามศึกษาและรายงานผลของการทานสารต้านอนุมูลอิสระคือ วิตามินอี วิตามินซี และ เบต้าคาโรทีน โดยตรงดูว่าจะลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่นมะเร็งต่างๆ โรคหัวใจ และโรคอื่นอีกหรือไม่ โดยมีทั้งรายงานที่สนับสนุนผลดีและรายงานที่บอกว่าไม่ได้ผลก็มีเช่น การทานวิตามินเอ วิตามินอี และ วิตามินซี โดยตรงก็สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งได้เช่นกัน แต่ไม่มากนักและการทานวิตามินตามินเหล่านี้ในปริมาณที่มากกว่าความต้องการของร่างกาย ในแต่ละวันกลับไม่ช่วยลดอุบัติการของการเป็นมะเร็งปอด

            การทานเบต้าคาโรทีน วันละ 30 มก.และ วิตามินซี 500 มก. เป็นเวลา 2 ปี ไม่มีผลป้องกัน  การเปลี่ยนแปลงเซลล์ปากมดลูกที่ผิดปกติไป สู่การเป็นเซลล์มะเร็ง แสดงว่าไม่มีผลดีทางด้านนี้

            การทานสารต้านอนุมูลอิสระ คือ วิตามินซี วิตามินอี ก็ยังไม่มีรายงานว่ายับยั้งโรคประสาทตาเสื่อมได้ จากการติดตามผู้ป่วย 21,120 คน เป็นเวลา 12.5 ปี

            จากการวิเคราะห์โดยรวบรวมเฉพาะการวิจัยที่ติดตามผลหรือมีการทดลองที่ชัดเจนพบว่า มีเพียงวิตามินอี เท่านั้นที่อาจมีบทบาทในการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดและลดอัตราตาย ในโรคหัวใจได้ส่วนเบต้าคาโรทีน และ วิตามินซี ไม่มีดีผลที่ชัดเจน และผลดีนี้ไม่เกี่ยวกับกลไกทางด้านไขมันในเลือดและความดันโลหิต

            สำหรับเบต้าคาโรทีนนั้นแม้จะพบว่า อาหารที่มีเบต้าคาโรทีนมีผลต่อการลดอุบัติการของโรคหัวใจ ขาดเลือดได้จริง แต่เมื่อให้สารสกัดเบต้าคาโรทีนโดยตรงต่อผู้ป่วยก็ยังไม่พบผลดีชัดเจนต่อโรคหัวใจ

            สำหรับวิตามินซีมีเพียงการการวิจัยแบบวิเคราะห์ย้อนหลังที่พบว่าวิตามินซีอาจมีผลดีต่อการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

            จากการค้นพบว่าวิตามินอี อาจมีผลต่อการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดโดยลดอัตราตายได้  ก็เริ่มมีการวิจัยโดยมีการทดลองที่มากขึ้น โดยทดลองในคนไข้ 2000 คนเป็นเวลาปีกว่า ก็พบว่าวิตามินอีลดอุบัติการของโรคหัวใจขาดเลือดจริง แต่ก็มีผลน้อยมาก และจากการทดลองในรายงานหลังก็พบว่าเบต้าคาโรทีนกลับไม่มีผลดีอันนี้
            กล่าวโดยสรุปแล้ว สารต้านอนุมูลอิสระน่าจะมีผลดีต่อร่างกายและอาจลดมะเร็งต่างๆ และลดอุบัติการโรคหัวใจขาดเลือดได้จริง แต่กลับพบว่าฤทธิ์เด่นชัดกลับอยู่ในรูปของผักสดและผลไม้มากกว่าสารสกัด หรือตัววิตามินโดยตรง

            ดังนั้นการทานผักสดและผลไม้จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากและมีผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง หวังว่าเรื่องนี้คงจะเป็นประโยชน์และทำให้เราทานผักและผลไม้กันมากๆ







ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/42027

วิธีใช้น้ำลายรักษาสารเคมีอย่างถูกต้อง

           การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีอย่างเลี่ยงไม่ได้ การเรียนรู้วิธีใช้งาน การจัดเก็บหรือทำลายอย่างถูกวิธี รวมถึงวิธีปฏิบัติกรณีได้รับอันตรายจากสารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีได้ เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีปฏิบัติอย่างปลอดภัย ดังนี้


การใช้สารเคมีให้ถูกต้อง
           การใช้ อ่านฉลากก่อนใช้งาน และปฏิบัติตามวิธีใช้อย่างเคร่งครัด สวมถุงมือ และรองเท้าทุกครั้งที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง สวมแว่นตา เพื่อป้องกันสารเคมีกระเด็นเข้าตา ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยป้องกันการสูดดมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ห้ามทำให้เกิดประกายไฟหรือสูบบุหรี่ในขณะใช้ผลิตภัณฑ์ที่ติดไฟง่าย หลังใช้งานผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนผสมเสร็จแล้ว ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

           การทำลาย ห้ามทิ้งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีลงดิน ท่อระบายน้ำหรือโถส้วมอย่างเด็ดขาด ให้ทิ้งในถังขยะมีพิษแยกจากขยะทั่วไป โดยกำจัดให้ถูกต้องกับประเภทของผลิตภัณฑ์ และคำแนะนำของผู้ผลิต

           การเก็บรักษา จัดเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ห่างจากแหล่งความร้อน โดยจัดวางบนพื้นหรือชั้นวางที่มั่นคง แยกเก็บผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ติดไฟง่าย ทำปฏิกิริยารุนแรงไว้ในที่มิดชิด ห่างจากมือเด็ก ไม่จัดเก็บปะปนกับอาหาร เพราะสารเคมีอาจหกหรือมีไอระเหยปนเปื้อนกับอาหาร ห้ามเก็บถังน้ำมันเชื้อเพลิง หรือถังบรรจุก๊าซไว้ในบ้าน ใกล้แหล่งความร้อนหรือเปลวไฟ เพราะจะติดไฟง่าย ตลอดจนห้ามนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเคมีเปลี่ยนถ่ายลงในภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อป้องกันเด็กหรือผู้ที่ไม่รู้นำไปรับประทานทำให้เสียชีวิตได้





หากได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย ควรปฏิบัติดังนี้
          
การล้างพิษ ถ้าสารเคมีหรือน้ำยาต่างๆ ถูกบริเวณผิวหนังควรรีบล้างออกทันที ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีออก ฟอกสบู่และล้างด้วยน้ำจำนวนมาก ถ้าสารเคมีกระเด็นเข้าตาให้รีบล้างออกโดยเปิดน้ำสะอาดไหลผ่านตามากๆ

          
หากสูดดมสารพิษเข้าไป ให้รีบนำผู้ป่วยออกมาอยู่ในที่โล่งแจ้งบริเวณเหนือลม ห่างจากที่เกิดเหตุไม่ต่ำกว่า 100 เมตร เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์

          
การขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ถ้ารับประทานสารพิษเข้าไป ให้รีบล้วงคอให้อาเจียนทันที จะช่วยลดปริมาณสารพิษที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่ไม่ควรทำในกรณีที่ผู้ป่วยกำลังชักผู้ป่วยหมดสติไม่รู้สึกตัว

         
  ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมี ควรตั้งสติ ไม่ตระหนกตกใจ ควรรีบทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น พร้อมทั้งพิจารณาว่าสารพิษที่ได้รับเป็นสารอะไร ระยะเวลาที่ได้รับพิษเข้าสู่ร่างกายและเข้าสู่ร่างกายทางใด เพื่อให้แพทย์ทราบโดยละเอียด จะได้เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของผู้ได้รับอันตรายจากสารเคมี

         
  หากผู้ได้รับสารเคมีหยุดหายใจ ให้ทำการผายปอด และช่วยปั๊มหัวใจในกรณีที่หัวใจหยุดเต้น และรีบนำส่งโรงพยาบาลในทันที ถ้าไม่ทราบชนิดของสารเคมี ให้นำภาชนะสารพิษ เสื้อผ้าที่เปื้อนหรือสิ่งที่อาเจียน ให้แพทย์ตรวจสอบว่าเป็นสารเคมีชนิดใด เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องต่อไป

           จะเห็นได้ว่า สารเคมีเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน แต่หากขาดความระมัดระวังในการใช้ เก็บรักษาและการทำลายที่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ วิธีใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง วิธีปฏิบัติกรณีได้รับอันตรายจากสารเคมี รวมถึงวิธีช่วยเหลือผู้ที่ได้อันตรายรับสารเคมีอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายจากสารเคมี


ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/42220

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับไหมอีรี่

       ไหมที่เรารู้จักกันดี คือไหมหม่อน (mulberry silkworm, Bombyx mori) ที่กินใบหม่อนเป็นอาหาร แต่ยังมีไหมอีกหลายชนิดที่มีการเลี้ยงเพื่อเอาเส้นใย เช่น ไหมทาซาร์ ไหมมูก้าและไหมอีรี่ เป็นต้น ไหมอีรี่เป็นไหมอีกเพียงชนิดเดียวที่มนุษย์สามารถนำมาเลี้ยงได้เช่นเดียวกับไหมหม่อน ส่วนไหมทาซาร์และไหมมูก้า นั้นยังต้องเป็นการเลี้ยงในสภาพธรรมชาติบนต้นพืชอาหาร
           ไหมอีรี่ (Eri silkworm, Samia ricini) มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เป็นผีเสื้อกลางคืนในอันดับ Lepidoptera วงศ์ Saturniidae กินใบละหุ่งและใบมันสำปะหลังเป็นอาหาร มีการเลี้ยงไหมอีรี่ในหลายประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอินเดีย มีเกษตรกรที่เลี้ยงไหมอีรี่กว่าแสนครอบครัว นับเป็นเกษตรอุตสาหกรรมที่รัฐบาลอินเดียให้การสนับสนุน เพื่อช่วยแก้ปัญหาความยากจนและการว่างงานของประชาชน

           สำหรับประเทศไทยมีการศึกษาการเลี้ยงไหมอีรี่โดยกรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศ. ดร. สุธรรม อารีกุล และรศ. ดร. สมนึก วงษ์ทอง เป็นผู้พัฒนาการเลี้ยงและส่งเสริมให้เป็นอาชีพของเกษตรกรชาวเขาในพื้นที่สูง แต่มีปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่หนาวจัด และการขาดพืชอาหารในบางช่วงของปี จากการที่หลายจังหวัดในประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเป็นแสนไร่ จึงเริ่มมีการส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลัง การเลี้ยงไหมอีรี่จึงเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ของเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง ที่สามารถทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว


           รังไหมอีรี่เป็นเส้นใยประกอบด้วยสารfibroin (75-90%) ที่ถูกเคลือบด้วยสารsericin (5-20%) สารทั้งสองถูกขับออกมาจากต่อมไหม (silk gland) แล้วพ่นออกมาทางรูเล็กๆ ที่ปากของหนอนไหม โดยจะพ่นวนไปมาคลุมรอบตัว สารนี้เมื่อถูกอากาศจะแข็งตัวเป็นเส้นใยที่ประกอบขึ้นเป็นรัง รังไหมอีรี่มีสีขาวนวล รูปวงรียาวเรียวไปที่ปลาย 2 ข้าง เส้นใยจะสานกันหลวมกว่ารังไหมหม่อน ปลายรังข้างหนึ่งมีช่องเปิดให้ผีเสื้อออก ซึ่งต่างจากรังไหมหม่อนที่ปิดหมดทุกด้าน เส้นใยไหมอีรี่เป็นเส้นใยสั้นๆ (staple) ต่างจากไหมหม่อนที่ให้เส้นใยชนิดใยยาว (filament) การดึงเส้นออกจากรังไหมอีรี่ต้องใช้วิธีปั่น ไม่ได้ใช้วิธีสาวแบบไหมหม่อน การปั่นเส้นต้องลอกกาวเหนียวหรือสารserisin ที่เคลือบเส้นไหมออกก่อน ในปัจจุบันอุตสาหกรรมด้ายปั่นของไทยขาดแคลนวัตถุดิบมาก ไหมอีรี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของโรงงานด้ายปั่น ที่ต้องการวัตถุดิบธรรมชาติที่มีความหลากหลาย เพื่อสร้างตลาดสิ่งทอใหม่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ





ที่มา: http://www.vcharkarn.com/varticle/42282

อาหารเพื่อสุขภาพ

              เอ่ยถึงอาหารแนวสุขภาพ ก็ต้องนึกถึง "ธัญพืช" เป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะ ธัญพืชเต็มเมล็ด หรือเรียกสั้นๆ ว่า โฮลเกรน ซึ่งเป็นธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด โดยยังคงมีส่วนประกอบ ทั้งเยื่อหุ้มเมล็ด, เนื้อเมล็ด และจมูกข้าว ครบถ้วนแบบนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสุดๆ เพราะโฮลเกรน เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่อุดมไปด้วยเส้น ใยอาหาร, วิตามิน, แร่ธาตุ และไฟโตนิวเตรียนท์ หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ การกินโฮลเกรนจึงส่งผลดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ "สง่า ดามาพงษ์" นักโภชนาการ ประจำกระทรวงสาธารณสุข ชี้ให้เห็นว่า โรคอ้วนและโรคข้างเคียง ซึ่งไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ, หลอดเลือด, ความดัน, เบาหวาน มีคนเป็นเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศตะวันตกและตะวันออก การใส่ใจเรื่องอาหารการกินจึงเป็นเรื่องสำคัญ
อาหารแนวสุขภาพอย่าง "ธัญพืชเต็มเมล็ด" หาได้ไม่ยากใกล้ตัวที่สุดและดีที่สุดคือ "ข้าวกล้อง" นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีข้าวโอ๊ต, ข้าวบาร์เล่ย์, ซีเรียล,ขนมปัง และพาสต้า ที่ทำมาจากโฮลเกรน แบบไทยๆก็มีลูกเดือยและข้าวโพดส่วนหนุ่มสาวที่รักสวยรักงาม ถ้ากินอาหารแนวนี้จะได้ถึงสองเด้ง!!! คือนอกจากสุขภาพจะฟิตเปรี๊ยะแล้วยังได้ "หุ่น" อีกต่างหาก ใครที่ใช้วิธีลดความอ้วนแบบอดมื้อกินมื้อ ขอบอกว่า "เอาต์" แล้วจ้า

               อยากสวยสดหุ่นดีต้องกินอาหารทุกมื้อ โดยเฉพาะ มื้อเช้า ซึ่งเป็นมื้อสำคัญที่สุด ควรเลือกกินอาหารประเภทโฮลเกรน เพราะจะทำให้อยู่ท้อง ไม่รู้สึกโหย และพลังงานจะกระจายไปจนถึงมื้อเที่ยง พอถึงช่วงกลางวัน แค่ก๋วยเตี๋ยวสักชาม หรือข้าวราดแกงอร่อยๆ ก็อิ่มสบายท้องแล้ว จากนั้นเมื่อถึงมื้อเย็น ค่อยหาอะไรทานเบาๆ อย่างสลัด, ซุป หรือปลาย่าง จะช่วยให้หลับสบายไม่อึดอัดท้อง ส่วนเด็กๆกินอาหารประเภทนี้ ก็จะช่วยเสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ทำให้ห่างจาก "โรคอ้วน" แน่นอน